วันนี้ผมเอาบทความของคนอื่นที่ถูกใจเอามาแปะ เหมือนจะอัพลวกๆ แต่ชอบที่เขาเขียน อันนี้เขาบอกมาว่าเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ฉะนั้นไม่พอใจอย่ามาเถียงหรือทะเลาะกันในนี้ ไม่พอใจก็เก็บไว้

ผมก็เป็นคนนึงที่ทำงานคล้ายๆแบบนี้อยู่

 

บทความโดย Nopawat Likitwong

ศัพท์: โพส = Post Production

-----------------------------------------------------

ว่าด้วยเรื่องหนังกระแสหลักกับผู้ประกอบการและระบบธุรกิจในปัจจุบัน (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)

 

การ ลดราคาคืดการลดหรือการตัดทอนรายรับจากยอดปรกติที่เคยได้ ผลที่ตามมาคือเวลาที่น้อยลงไปพร้อมๆกับคุณภาพ ยิ่งในวงการหนังบ้านเราดูจะเป็นความพยายามที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ๆให้กับ ธุรกิจประเภทนี้ให้มีมาตรฐานที่ต่ำกว่าที่เคยเป็นอยู่ นายทุนหรือผู้ประกอบการเองที่จับมือกันสร้างโมเดลนี้คงไม่ได้คิดถึงความเสีย หายจากการลดราคาว่าจะขยายผลต่อตลาดหนังทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างคาดไม่ถึง อย่างไร

 

ด้วยวิธีคิดหรือวัฒนธรรมการต่อรองในแวดวงธุรกิจ ภาพยนต์แบบปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดว่า "เรามีงบแค่นี้" หรือ "ทำไปก่อนเดี๋ยวเรื่องหน้าจะได้ทำกันต่อ" หรือ "ช่วยๆกัน" อะไรทำนองนี้นี่แหละครับ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหลายๆแบบ เพราะการต่อรองที่ทำกันอยู่เป็นการพูดกันแบบไม่มีรายละเอียด การต่อรองย่อมไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่การต่อรองน่าจะเป็นการเจรจาที่เข้าใจในกระบวนการทำงาน เป็นการหาจุดพอดีระหว่างงบและกำลังของคนทำงานที่ลงตัว

 

หนัง ที่ทุนต่ำมากในระดับที่เรียกว่าทำอย่างไรก็ไม่คุ้ม นายทุนควรจะหยุดรอจนกว่าจะหางบได้ตามเป้าเพื่อนำมาจ้างทีมทำงานเพื่อให้ ได้การผลิตที่มีมาตรฐานที่ดี แล้วจึงนำออกสู่ผู้บริโภคหรือเปล่าครับ ณ วันนี้ไม่มีผู้บริโภคออกมาโวยวายถึงค่าตั๋วที่สวนทางกับคุณภาพหนัง แต่ผู้ผลิตที่มีเจตนาแบบนี้คงไม่ต่างอะไรกับการหลอกขายของหรือเปล่า สำหรับผมสินค้าที่มีศิลปะยังไงมันก็น่าซื้อกว่าสินค้าที่ทำออกมาอย่างไม่ ตั้งใจครับ (อีกหัวข้อ:ตัวผู้รับงานประเภทนี้มาทำอย่างเต้มใจก็เป็นปัญหา เช่นกันครับ แต่ขอเก็บไว้มาเขียนคราวหน้าแล้วกัน ทั้งนักประพันธ์เพลงและคนออกแบบเสียง) 

 

ผมไม่ได้บอกว่าให้มา จ่ายเงินกันแพงๆกับคนทำโพสนะครับ แต่ผมกำลังอยากบอกว่าไม่มีวิธีคิดกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างนายทุนกับทีม ทำงานโดยไม่ต้องผ่านทีมการตลาดที่ไม่มีความรู้ในงานแล้วมันเวิกร์กว่าที่เป้ นอยู่ได้ไหม ลงรายละเอียดกันดีไหม ว่าทำเท่านี้ได้อะไร แค่นี้ได้อะไร ผมค่อนข้างเหม็นขี้ฟันทีมการตลาดของบริษัทตัวเอง เพราะเค้าไม่คิดถึงคนทำงานในฐานะทรัพยากรที่มีความสำคัญในการทำให้งานลุล่วง ถามผมว่าตัดฝ่ายการตลาดออก กับ ตัดคนทำงานโพสออก อันไหนหนังจะเสร็จ อันไหนหนังจะไม่เสร็จครับ คือคำถามง่ายๆแบบนี้ ฝ่ายการตลาดควรทราบศักยภาพตัวเองในการหางานด้วยครับ ว่าการลดราคาแบบหน้ามืดเพื่อจำนวนที่มากขึ้นหยุมหยิมมันค่อนข้างไร้ค่าและ ไม่เป็นผลดีในระยะยาว ต้องเข้าใจด้วยครับว่างานประเภทนี้ลูกค้าเค้าพอใจเค้าถึงมาทำไม่ใช่ลดแหลก แจกกันแบบไม่ใช้สมอง คนงานของคุณไม่ใช่เครื่องจักร งานโพสไม่ได้ปั๊มขาย งานโพสเป็นเรื่องของประสบการณ์ที่ต้องสั่งสม ฝ่ายการตลาดควรเข้าใจการทำงานและทำหน้าที่ได้ฉลาดกว่านี้ คุณควรจะบอกเค้าได้ว่าที่เราแพงเราแพงอะไร แล้วอะไรคือของที่ดีกว่า ควรขายของแพงให้เป็นครับ ขายงานโพสไม่ใช่ขายข้าวแกงครับ

 

คือ โดยธรรมชาติของหนังทุนต่ำมากเนี่ยจะผลักให้คนทำงานโพสอยู่ในกรอบของเวลาที่ น้อยถึงน้อยมาก คนทำงานจะทำงานหนักกว่าเท่าตัวด้วยราคาที่ถูกกว่าเดิมหลายเท่า บริษัทที่ต้องการกำไรก็จะรับงานเยอะเข้าไว้ไม่สนใจเวลาและจำนวนคน หนังที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่ายังดีในบ้านเรามักจะมีเวลาให้หนึ่งเดือนหรือ เดือนกว่าๆ หนังส่วนใหญ่ของนายทุนส่วนมาก ณ วันนี้เวลาในการทำงานหดเหลือเพียงอาทิตย์เดียวหรือไม่ถึงอาทิตย์ (น่าตกใจดีนะครับ สำหรับการผลิตหนังเรื่องนึง หนังบางเรื่องมาตรฐานแย่ขนาด นายทุนเจ้าของหนังยังต้องใช้ชื่อบริษัทอื่นในการขายหนัง เพราะเขินกับหนังที่ตัวเองสร้างขึ้น แต่ก็ต้องสงสัยว่า เอามาฉายโรงทำไมล่ะ) ลองคิดในระยะยาวนะครับ ทั้งนายทุนเจ้าของหนังและผู้ประกอบการหรือบริษัทโพสที่ลงมาเล่นเกมนี้มีส่วน ในการลดระดับคุณภาพของหนังไทยด้วยไหม นี่ยังไม่ได้พูดถึงเด็กรุ่นใหม่ๆที่ปีๆนึงไม่รู้จบมากี่คน คนที่อยากทำด้านนี้ต้องมาตกอยู่กับระบบที่บรรดาผู้ใหญ่ในวงการวางกันไว้แบบ นี้ใช่ไหมครับ

 

หนังทุนต่ำมากเนี่ยไม่ได้มีเวลาหรือจำนวนม้วน ที่น้อยลงเลยนะครับ ความยาวและการทำงานยังคงเหมือนเดิม เมื่อบริษัทโพสบางแห่งมีฝ่ายการตลาดที่ไม่รู้ขั้นตอนและขาดความรู้ในเชิง ศิลปะเป็นคนไปรับงานมา และทีมงานก็สามารถทำได้เสร็จตามเวลาที่บีบมาอีก คราวนี้ความคิดเรื่องไม่ต้องใช้เวลากับงานโพสจึงดูจะเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับ นายทุนบ้านเราไปซะแล้ว ลองเดาเรื่องคุณภาพของงานที่ว่าเสร็จซิครับ จากหนึ่งเดือนเป็นหนึ่งอาทิตย์ ด้วยสมการง่ายๆแบบนี้ แทบไม่ต้องถามว่าหนังไทยต่างจากหนังต่างประเทศตรงไหน สังเกตไหมครับหนังบ้านเราอายุจะสั้น ลาโรงไปแล้วน้อยเรื่องที่จะถูกพูด หรือถูกนำมาเผยแพร่เพื่อการศึกษาได้ นายทุนพยายามคิดแทนคนดูอยู่หรือเปล่าครับว่าพวกเค้าควรดูหนังแบบไหนหรือมี คุณภาพเท่าใด การรักษาระดับมาตรฐานพร้อมๆกับการตลาดที่ไม่มักง่ายเอาแต่ได้น่าจะเป็นความ รับผิดชอบที่ผู้ผลิตพึงจะมีต่อผู้บริโภคและแวดวงคนทำงานของคุณนะครับ

 

ลอง พูดถึงปัจจัยภายในกันหน่อย แวดวงบริษัทที่ทำด้านโพสเสียงส่วนมากบ้านเราน่าจะแบ่งได้เป็นสองประเภทนะ ครับ แบบแรกคือบริษัทที่ทำลักษณะธุรกิจครอบครัวอยู่ บริษัทประเภทนี้จะมีต้นทุนในการทำงานที่ต่ำอยู่ เพราะคนทำงานก็คนกันเองทั้งนั้น อีดิทเตอร์กับคนส่งเอกสารอาจจะเป็นคนเดียวกันหรือมิกเซอร์อาจจะเป็นเมียกับ เจ้าของสตูดิโอก็ว่ากันไป (สไตล์ไทๆหน่อย) แต่ในกรณีของการทำงานแบบระบบครอบครัวไม่น่าจะอยู่ได้นานครับ เพราะคนทำงานรุ่นต่อๆไปจะมีความรู้และความต้องการการสื่อสารกับคนทำงานที่มี ระบบมีการมองโลกที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ไหนจะงานของคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการที่ซับซ้อนด้วยแล้ว การทำงานแบบครอบครัวไม่น่าจะเอื้อให้เกิดการสร้างความรู้ใหม่ๆในองค์กรได้ การรับมือกับลูกค้าใหม่ๆจึงน่าจะเป็นปัญหาได้เช่นกัน ส่วนอีกแบบคือบริษัทที่เป็นรูปแบบบริษัทจริงๆ บริษัทแนวนี้ก็จะมีแนวโน้มรับพนักงานที่มีการศึกษามาทำงานมากขึ้น ค่าต่างๆซึ่งจะเป็นต้นทุนทางการผลิตย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ปัญหาในองค์กรก็จะเป็นอีกแบบ (ไว้มีเวลาจะเขียนบ่นอีกทีครับ)

 

จะ เป็นบริษัทที่ทำในรูปแบบครอบครัวหรือรูปแบบบริษัทจริงๆก็ตาม สถานะการณ์การปรับราคาหรือการลดราคาไปจนถึงการกดราคาในทุกวันนี้ ย่อมไม่เอื้อต่อความเป็นจริงในการผลิตงาน เพราะต้นทุนของคนทำงาน ไปจนถึงค่าเครื่องมือ ค่าห้อง คิดเป็นชั่วโมงออกมาก็ไม่มีทางคุ้มกับการผลิตเสียงให้หนังหนึ่งเรื่องใน ปัจจุบันหรอกครับ ผมอยากบอกว่าผู้บริหารต้องมองคนทำงานให้คุณเป็นมนุษย์ที่คุณซื้อความรู้ คุณซื้อเวลาเค้าก่อนครับ ต้องเข้าใจว่าเค้าไม่ได้มาเอาเปรียบคุณ คุณภาพชีวิตคนที่ทำงานให้คุณจะเป้นอย่างไรครับ ในขณะที่คุณนอนแต่คนของคุณยังทำงานอยู่ ในขณะที่คุณอยู่กับครอบครัวและคนของคุณยังอยู่ในออฟฟิศ เวลายิ่งสั้น งานยิ่งเร่งครับ

 

ไหนจะมีบริษัทเล็กๆที่เกิดขึ้นอีกจำนวนมาก ที่ต้องการมาเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดเพราะคิดว่า งานโพสใครๆก็ทำได้อีก วิธีคิดแบบนี้น่าจะเป็นผลทางอ้อมจากนายทุนเจ้าของหนังที่เริ่มมองหาบริษัท หรือฟรีแลนซ์ราคาถูกมาทำงานให้ ปัญหาที่น่าตามมาก็คือ งานที่ได้จากบริษัทเล็กๆมักไม่ได้จบแค่ตรงนั้นง่ายๆครับ คือไม่ใช่แค่ส่งออกมาจากห้องทำงานแล้วฉายโรงเลยแน่ๆ ความไม่สมบูรณ์หรือความไม่มีประสบการณ์ในการทำเสียงให้ภาพยนตร์จะกลายเป็น เรื่องที่พร้อมใจกันมองข้าม งานโพสจะไม่มีมาตรวัดใดๆอีกต่อไป งานซ่อมหรืองานแก้ไขงานเสียงที่มาจากบิรษัทเหล่านี้จึงตกมาอยู่กับบริษัทที่ ทำหน้าที่เป็นด่านสุดท้ายในการทำ final mix ไป แน่นอนว่านายทุนย่อมไม่สนใจว่างานที่เค้าได้มีปัญหาอะไรไหมขอให้เสร็จและมี ฉายก็พอ ความรู้ใหม่ๆหรือเอาแค่ความรู้ที่พึงจะเป็นไปตามตำรายังไม่สามารถจะทำตามได้ เลยครับ

 

คุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐานของเสียงที่ไปฉายในโรงหนังจะ ถูกผ่อนผันและยอมรับได้ในที่สุด(ด้วยกรอบของเวลาและต้นทุน) ไม่ว่าจะเป็นผลหรือกระบวนการผลิต(รวมถึงการทำสกอร์เพลงของนักประพันธ์ด้วยนะ ครับ) เมื่อต้นทุนต่ำคนทำงานต้องเร็วขึ้นและไม่จำเป็นต้องคิดถึงด้านของการ สร้างสรรค์ ปรากฏการณ์ที่ว่านี้ค่อยๆทำให้งานประเภทนี้มีอายุขัยที่สั้นลงและใครๆก็ สามารถกระโดดลงมาทำได้ เห็นไหมครับว่าผู้ประกอบการก็เป็นส่วนหนึ่งในการทำลายตัวเอง คือแทบไม่ต้องพูดเรื่องประสบการณ์กันครับ ไม่จำเป็นเพราะงานละเอียดงานหยาบไม่มีใครสนอยู่แล้ว ห้องเสียงทั้งเล็กและใหญ่ก็จะเดินทางเดียวกัน จำนวนอุปกรณ์ที่มีคุณภาพก็จะลดลงเพราะราคาแพง เสียงและซอฟแวร์ลิขสิทธิ์ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ ใครจะอยากใช้กันล่ะ (ก็แปลกดีที่นายทุนเองก็ออกมาเรียกร้องให้ซื้อหนังลิขสิทธิ์ทั้งที่ตัวเอง เป็นเหมือนหัวขบวนในการผลักดันคลื่นปัญหาต่างๆ)

 

งานหนังไทยคง ไม่ต่างจากละครทีวีในเร็ววันนี้ เทียบจากจำนวนของหนังที่มีคุณภาพในการผลิตกับหนังที่เน้นการขายมากกว่า อะไรก็ตามที่เกินพอดีเมื่อถึงจุดมักจะแสดงอาการออกมา ไม่ว่าจะเป็นในแง่รายได้หรือคำวิจารณ์ หนังไทยถ้านายทุนระดับใหญ่ๆไม่พยายามดึงมาตรฐานรวมๆเอาไว้ ก็อย่าไปบ่นเลยครับ ว่าคนไทยไม่ดูหนังไทย หรือถ้าจะทำหนังที่เรื่องก็ไม่ดีการผลิตก็แย่แล้วมาบอกว่าชาวบ้านเค้าชอบกัน มันก็ดูจะเป็นการคิดแทนไปไหมครับ นายทุนควรเข้าใจว่าคนดูของคุณก็โตขึ้นและมีประสบการณ์มากขึ้นด้วยนะครับ สื่อสมัยนี้มันไปถึงกันก้เร็ว การแช่แข็งคนดูของคุณคงเป็นไปได้ยาก ผมเห็นใจนะครับนายทุนที่ลงทุนเยอะแล้วต้องมาขาดทุน อย่างที่บอกครับเรื่องการต่อรองมันต้องคุยกันในรายละเอียดของเนื้องาน หากนายทุนไม่พยุงมาตรฐานหรือคุณภาพของหนังทั้งในเรื่องของบทไปจนถึงการผลิต การดูหนังในโลกอนาคตอีกหลายๆปีก็คงไม่ต่างอะไรกับการดูหนังสมัยที่หนังเสียง พึ่งเกิด ระบบโรงหนังจะพัฒนาไประดับไหน ภาพจะไปกี่มิติ เสียงจะออกมาจากกี่ลำโพง ค่าตั๋วมันจะแพงเท่าไหร่ก็ไม่สน หนังไทยและคนดูอย่างเราๆก็คงไม่แคร์ใช่ไหมครับ 

 

ผมว่าหนังไทย จะไปได้ด้วยดี มันน่าจะเริ่มนับกันตั้งแต่เจตนาของผู้สร้างแล้วนะครับ ไม่งั้นมาถึงขั้นตอนการทำโพสเสียงทีไร หนังไทยคงทำได้แค่เพียงได้ยินเท่านั้นจริงๆครับ

 

 

 

บทความโดย Nopawat Likitwong หรือพี่ปั้น

ปัจจุบันทำงาน Sound Designer บ.กันตนา มีผลงานดีๆออกมามากมาย

 

เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ย้ำ

Comment

Comment:

Tweet

เป็นบทความในแนวที่เราไม่เคยคิดจะอ่านเลย
ถ้าฟิวไม่เอามาแปะลง คงไม่มีโอกาสได้อ่าน

มันเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเรา

อืม...
งานพวกนี้มันต้องเจอปัญหาแบบนี้อยู่แล้ว
งานที่ต้องทำร่วมกันเป็นทีมใหญ่
ตัวใหญ่ๆ ย่อมได้ผลประโยชน์
โดยเฉพาะตัวที่มีอิทธิพลทางการเงิน

^____^


ปล.เหมือนเคยได้ฟังเรื่องแบบนี้
ที่แบบถ้ามีปัญหา บริษัทจะตัดหลายฝ่ายออก
เหลือแค่การตลาดกับครีเอทีฟ
เห็นแมะ !! การตลาด คงกระพัน ซึ่งถ้ามันดีก็ดีไป

สุดท้ายก็

ทำตามฝันแหละ

#4 By inthebee on 2010-12-07 21:36

เหอะๆ ไม่ใช่แค่ในวงการหนังหรอก...sad smile

#3 By wesong on 2010-12-07 06:56

แย่จัง

#2 By AelitaX on 2010-12-07 01:18

น่าเศร้า ผลงานที่ควรจะเป็นศิลปะ กลับกลายเป็นเพียง "สินค้า" ของคนมีเงินบางคน

#1 By SpentaZ on 2010-12-07 01:01